กัณฑ์ที่ ๒ พระวินัย
วินัย หมายถึง กฎระเบียบสำหรับฝึกควบคุมหรืออบรมกาย วาจา ซึ่งเป็นเครื่อง
ป้องกันความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทางกาย วาจา (ยกเว้นใจ)
พระวินัยบัญญัติ หมายถึง พุทธบัญญัติ (กฎระเบียบที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้
เรียกว่า สิกขาบท) และ อภิสมาจาร เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ของ
ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ประกอบด้วย
๑. พุทธบัญญัติ หรือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา หมายถึง ข้อบังคับห้ามไม่ให้ทำ
และทรงวางโทษไว้แก่ผู้ฝ่าฝืน โดยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง ตามสมควรแก่ความผิด เพื่อ
ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่บุคคล หมู่คณะ และพระพุทธศาสนา ในด้านต่าง ๆ
๒. อภิสมาจาร หรือ อภิสมาจาริกาสิกขา หมายถึง ข้อศึกษาเกี่ยวกับขนบ-
ธรรมเนียม ประเพณี และมารยาทอันดีงามในการอยู่ร่วมกันของพระสงฆ์ ที่พระพุทธเจ้าทรง
ตั้งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้ภิกษุมีความประพฤติดีงาม น่าเลื่อมใส ควรแก่ภาวะของตน เป็น
สิกขาบทที่ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ หรือเรียกว่า สิกขาบทนอกพระปาติโมกข์
พระวินัยบัญญัติ ๒ ประการ
การบัญญัติพระวินัยนั้น พระพุทธองค์จะทรงบัญญัติเมื่อมีภิกษุทำความเสียหาย
อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ล่วงหน้า โดยแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๑. มูลบัญญัติ หมายถึง ต้นบัญญัติ หรือพระบัญญัติเดิม คือข้อที่ทรงตั้งหรือ
พระบัญญัติไว้แต่เริ่มแรกหลังจากเกิดเรื่องขึ้น
๒. อนุบัญญัติ หมายถึง ข้อบัญญัติที่ทรงเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง เพื่อเสริมมูลบัญญัติ
ให้รัดกุมขึ้นหรือผ่อนให้เพลาลงสะดวกแก่การปฏิบัติตาม
พระบัญญัติที่ทรงยกเอาเรื่องภิกษุประพฤติผิดตั้งเป็นสิกขาบท ห้ามภิกษุประพฤติ
เช่นนั้นอีก เช่น สิกขาบทที่ ๑ แห่งปาราชิก พระภิกษุเสพเมถุนกับภรรยาของตนในระหว่างที่
บวชอยู่ ชาวบ้านและภิกษุอื่นติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ว่า “ก็ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม
กับมนุษย์ ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้” จัดเป็นมูลบัญญัติ ต่อมา มีภิกษุเสพเมถุน
กับนางลิง จึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นอีกว่า “อนึ่ง ภิกษุเสพเมถุนธรรม โดยที่สุด แม้กับสัตว์
ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้” เช่นนี้ จัดเป็นอนุบัญญัติ
สิกขาบทหนึ่ง ๆ ทรงปรับโทษไว้หนักบ้าง เบาบ้าง ตามสมควรแก่ความผิด เรียก
ว่า อาบัติ
อาบัติ
โทษที่เกิดจากการละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ เรียกว่า อาบัติ แปลว่า ความต้อง
คือ ต้องได้รับโทษหรือถูกปรับโทษตามความหนักเบาแห่งการกระทำผิด พุทธบัญญัตินั้น ๆ
อาบัติ กล่าวโดยชื่อมี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์
ปาฎิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต
อาบัติ กล่าวตามโทษ มี ๓ สถาน คือ
๑. โทษอย่างหนัก ต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่ อาบัติปาราชิก
๒. โทษอย่างกลาง ต้องเข้าแล้วต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส
๓. โทษอย่างเบา ต้องเข้าแล้วต้องแสดงอาบัติต่อภิกษุอื่นจึงพ้นได้ ได้แก่ อาบัติ ๕
อย่างที่เหลือ
ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี