<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Navakovart.com</title>
	<atom:link href="http://navakovart.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://navakovart.com</link>
	<description>นวโกวาท วินัยบัญญัตติ - นักธรรมชั้นตรี</description>
	<lastBuildDate>Sun, 22 May 2011 09:47:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>วินัยบัญญัตติ</title>
		<link>http://navakovart.com/7/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4.html</link>
		<comments>http://navakovart.com/7/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 09:39:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovart.com/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[กัณฑ์ที่ ๑ อุปสัมปทา คำว่า อุปสัมปทา แปลตามศัพท์ว่า ความถึงพร้อม การเข้าถึง การยอมรับ แปล ทับศัพท์ว่า อุปสมบท ซึ่งนำมาเรียกการรับกุลบุตรเข้ามาบวชเป็นสมาชิกผู้ร่วมประพฤติ พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาว่า การอุปสมบท คือ การบวชเป็นภิกษุหรือการได้รับอนุญาต ให้เป็นภิกษุ วิธีอุปสมบท วิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนาที่ทราบโดยทั่วไปมี ๓ วิธี คือ ๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทเป็นภิกษุโดยพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้ โดยการเปล่งพระวาจาว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด พร้อมกับการเปล่งพระวาจานั้น บุคคลนั้น ก็สำเร็จเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์ ๒. ติสรณคมนูปสัมปทา คือ การอุปสมบทด้วยเปล่งวาจาถึงไตรสรณคมน์ หมายถึง การอุปสมบทด้วยการเปล่งวาจาขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะสามครั้ง เป็นวิธี อุปสมบทที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรในครั้งพุทธกาล ต่อมา เมื่อทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาแล้วก็ทรงอนุญาตให้เป็นการบวช สำหรับสามเณรสืบมาจนถึงปัจจุบัน แต่เรียกว่า ปัพพัชชา หรือ บรรพชา ๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม หมายถึง หมู่สงฆ์เป็นผู้บวชให้ด้วยการสวดตั้งญัตติ (คำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน) ๑ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://navakovart.com/wp-content/uploads/2011/05/Y7341473.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-8" src="http://navakovart.com/wp-content/uploads/2011/05/Y7341473.jpg" alt="" width="400" height="317" /></a></p>
<p><strong>กัณฑ์ที่ ๑ อุปสัมปทา</strong><br />
คำว่า อุปสัมปทา แปลตามศัพท์ว่า ความถึงพร้อม การเข้าถึง การยอมรับ แปล<br />
ทับศัพท์ว่า อุปสมบท ซึ่งนำมาเรียกการรับกุลบุตรเข้ามาบวชเป็นสมาชิกผู้ร่วมประพฤติ<br />
พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาว่า การอุปสมบท คือ การบวชเป็นภิกษุหรือการได้รับอนุญาต<br />
ให้เป็นภิกษุ<br />
วิธีอุปสมบท<br />
วิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนาที่ทราบโดยทั่วไปมี ๓ วิธี คือ<br />
๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทเป็นภิกษุโดยพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้<br />
โดยการเปล่งพระวาจาว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด พร้อมกับการเปล่งพระวาจานั้น บุคคลนั้น<br />
ก็สำเร็จเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์</p>
<p><span id="more-7"></span></p>
<p>๒. ติสรณคมนูปสัมปทา คือ การอุปสมบทด้วยเปล่งวาจาถึงไตรสรณคมน์<br />
หมายถึง การอุปสมบทด้วยการเปล่งวาจาขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะสามครั้ง เป็นวิธี<br />
อุปสมบทที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรในครั้งพุทธกาล ต่อมา<br />
เมื่อทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาแล้วก็ทรงอนุญาตให้เป็นการบวช<br />
สำหรับสามเณรสืบมาจนถึงปัจจุบัน แต่เรียกว่า ปัพพัชชา หรือ บรรพชา<br />
๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม หมายถึง<br />
หมู่สงฆ์เป็นผู้บวชให้ด้วยการสวดตั้งญัตติ (คำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน) ๑ ครั้ง<br />
และสวดอนุสาวนา (คำสวดประกาศเพื่อขอมติอนุมัติในกิจนั้นๆ จากสงฆ์) ๓ ครั้ง เป็นวิธี<br />
อุปสมบทที่ทรงอนุญาตให้สงฆ์กระทำตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนี้<br />
วิธีอุปสมบททั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นวิธีที่ใช้เป็นหลักอย่างแพร่หลาย แต่ยังมีวิธีอุปสมบท<br />
แบบย่อย ๆ ที่ทรงประทานเฉพาะแก่บุคคลอีก ๕ วิธี รวมทั้งหมดเป็น ๘ วิธี<br />
อนึ่ง ปัจจุบันมีเฉพาะการอุปสมบทด้วยวิธีที่ ๓ เท่านั้น และเรียกเต็มศัพท์ว่า<br />
การบรรพชาอุปสมบท และเรียกวิธีบวชสามเณรว่า การบรรพชา (จะเห็นว่าวิธีเรียกการ<br />
บวชเป็นสามเณรและการบวชเป็นพระภิกษุจะต่างกันคือ บรรพชา ใช้สำหรับบวชสามเณร<br />
บรรพชาอุปสมบท ใช้เรียกการบวชเป็นพระภิกษุ เหตุที่มีคำว่า บรรพชา เรียงไว้ข้างหน้า<br />
อุปสมบท เนื่องจากผู้อุปสมบทเป็นภิกษุทุกคนจะต้องผ่านกระบวนการบวชเป็นสามเณรเสียก่อน</p>
<p>แล้วจึงจะเข้าสู่กระบวนการอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ จนกระทั่งบางครั้งนักปราชญ์โบราณจะ กล่าว<br />
ว่า “พระภิกษุทุกรูปจะต้องเคยบวชเณรมาก่อน แต่ผู้ที่เคยบวชเณรไม่จำเป็นต้องเคยบวช เป็น<br />
พระมาก่อน”<br />
ทั้งนี้ คำว่า บวช จะถือเป็นคำกลาง ๆ ใช้ได้ทั้งการบวชเป็นสามเณรและเป็นพระ<br />
เพียงเติมคำต่อท้ายว่า สามเณร (หรือ เณร) หรือ พระภิกษุ (หรือ พระ) เท่านั้น ก็ใช้ได้</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovart.com/7/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม</title>
		<link>http://navakovart.com/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95.html</link>
		<comments>http://navakovart.com/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 09:40:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovart.com/?p=10</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม มีข้อกำหนดและระเบียบวิธีในการอุปสมบทสรุปได้ ดังนี้ สมบัติของการอุปสมบท ๕ ประการ การอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทาต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหรือ ที่เรียกว่าสมบัติ ๕ ประการ จึงถือว่าเป็นการอุปสมบทที่ถูกต้องสมบูรณ์ ดังนี้ ๑. วัตถุสมบัติ หมายถึง คุณสมบัติของผู้อุปสมบท ๕ คือ ๑.๑ ต้องเป็นมนุษย์ผู้ชาย ๑.๒. มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นับแต่ปฏิสนธิ ๑.๓ ไม่เป็นบุคคลวิบัติ เช่น ถูกตอน แปลงเพศ เป็นต้น ๑.๔ ไม่เคยทำความผิดอย่างร้ายแรงในพระพุทธศาสนา เช่น ฆ่าบิดามารดา ต้อง อาบัติปาราชิก เป็นต้น ๒. ปริสสมบัติ คือ ความถึงพร้อมแห่งภิกษุบริษัท หมายถึง ภิกษุผู้ทำการ อุปสมบทต้องมีจำนวนครบตามที่กำหนด คือ ในปัจจันตประเทศหรือท้องถิ่นทุรกันดาร หาภิกษุยาก อย่างน้อยต้องมีภิกษุ ๕ รูป ในมัชฌิมประเทศ หรือมัธยมประเทศ คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม</strong><br />
การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม มีข้อกำหนดและระเบียบวิธีในการอุปสมบทสรุปได้<br />
ดังนี้<br />
สมบัติของการอุปสมบท ๕ ประการ<br />
การอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทาต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหรือ<br />
ที่เรียกว่าสมบัติ ๕ ประการ จึงถือว่าเป็นการอุปสมบทที่ถูกต้องสมบูรณ์ ดังนี้<br />
๑. วัตถุสมบัติ หมายถึง คุณสมบัติของผู้อุปสมบท ๕ คือ<br />
๑.๑ ต้องเป็นมนุษย์ผู้ชาย<br />
๑.๒. มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นับแต่ปฏิสนธิ<br />
๑.๓ ไม่เป็นบุคคลวิบัติ เช่น ถูกตอน แปลงเพศ เป็นต้น<br />
๑.๔ ไม่เคยทำความผิดอย่างร้ายแรงในพระพุทธศาสนา เช่น ฆ่าบิดามารดา ต้อง<br />
อาบัติปาราชิก เป็นต้น</p>
<p><span id="more-10"></span><br />
๒. ปริสสมบัติ คือ ความถึงพร้อมแห่งภิกษุบริษัท หมายถึง ภิกษุผู้ทำการ<br />
อุปสมบทต้องมีจำนวนครบตามที่กำหนด คือ ในปัจจันตประเทศหรือท้องถิ่นทุรกันดาร<br />
หาภิกษุยาก อย่างน้อยต้องมีภิกษุ ๕ รูป ในมัชฌิมประเทศ หรือมัธยมประเทศ คือ ถิ่นที่<br />
เจริญอย่างน้อยจะต้องมีพระภิกษุ ๑๐ รูป รวมพระอุปัชฌาย์ด้วย ถ้าขาดหรือหย่อนโดยไม่ครบ<br />
องค์กำหนดเรียกว่า ปริสวิบัติ มีผลให้การอุปสมบทนั้นไม่สำเร็จ<br />
๓. สีมาสมบัติ ความถึงพร้อมแห่งสีมา หมายถึง ในการอุปสมบทนั้น สงฆ์ต้อง<br />
พร้อมกันทำในเขตที่กำหนดเรียกว่า สีมา คือ สถานที่ประชุมทำสังฆกรรมนั้นต้องได้มาตรฐาน<br />
ถูกต้องตามพระธรรมวินัยได้ขนาดถูกต้องมีนิมิตไม่เสียเป็นต้น<br />
๔. บุพกิจ หมายถึง กิจที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนการอุปสมบทมี ๔ ประการ คือ<br />
๑.๑ ตรวจตราผู้อุปสมบทต้องมีคุณสมบัติครบ<br />
๑.๒ มีอุปัชฌาย์รับรอง หรือชักนำเข้าหมู่<br />
๑.๓ ตรวจดูบริขารที่จำเป็นมีบาตรและจีวรเป็นต้นต้องพร้อม ถ้าขาด ผู้เป็น<br />
พระอุปัชฌาย์ต้องจัดหา</p>
<p><br />
๑.๔ ผู้อุปสมบทต้องเปล่งวาจาขออุปสมบทด้วยตนเอง<br />
๕. กรรมวาจาสมบัติ หมายถึง การสวดประกาศรับเข้าหมู่คือเป็นภิกษุ โดย<br />
พระกรรมวาจาจารย์จะสวดประกาศให้สงฆ์ฟัง วาจาที่สวดประกาศนั้นเรียกว่า ญัตติจตุตถ-<br />
กรรมวาจา แปลว่า การสวดประกาศในท่ามกลางสงฆ์โดยมีวาจาครบ ๔ รวมทั้งญัตติ คือ<br />
ครั้งที่ ๑ สวดญัตติ คือ คำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจของสงฆ์ร่วมกัน อีก ๓ ครั้งเรียกว่า<br />
อนุสาวนา แปลว่า วาจาขอความเห็น คือตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา ๓ หน ในระหว่างสวด<br />
อนุสาวนา ถ้ามีภิกษุรูปหนึ่งคัดค้านขึ้น การให้อุปสมบทนั้นเสียไปทันที ถ้าทุกรูปนิ่งถือว่า<br />
ยอมรับ การอุปสมบทครั้งนั้นถือว่าสำเร็จ<br />
กรรมวาจาสมบัตินี้บางแห่งแยกออกเป็นญัตติสมบัติและอนุสาวนาสมบัติ<br />
การบวชด้วยญัตติจตุตถกรรมนี้ หากสมบัติข้อใดข้อหนึ่งบกพร่อง ถือว่าการบวช<br />
ใช้ไม่ได้ เป็นอุปสมบทวิบัติ</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovart.com/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อนุศาสน์ ๘ อย่าง และ สิกขา ๓</title>
		<link>http://navakovart.com/15/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%98-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82.html</link>
		<comments>http://navakovart.com/15/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%98-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 09:44:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovart.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[อนุศาสน์ ๘ อย่าง อนุศาสน์ แปลว่า การตามสอน คำพร่ำสอน หมายถึง โอวาทหรือคำสอนที่ พระอุปัชฌาย์ต้องสอนแก่ภิกษุใหม่เพื่อให้รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติและความเป็นอยู่ของภิกษุ และให้รู้จักข้อห้ามที่ภิกษุไม่ควรทำเด็ดขาด ประกอบด้วย นิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ นิสสัย คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต (ภิกษุ) มี ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. เที่ยวบิณฑบาต ๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๓. อยู่โคนไม้ ๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า อกรณียกิจ คือ กิจที่บรรพชิต (ภิกษุ) ทำไม่ได้ มี ๔ อย่าง คือ ๑. เสพเมถุน (มีเพศสัมพันธ์) ๒. ลักของเขา (ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้นำมาเป็นของตนหรือให้ผู้อื่น) ๓. ฆ่าสัตว์ (หมายเอาฆ่ามนุษย์) ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน กิจ ๔ อย่างนี้ภิกษุไม่ควรทำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อนุศาสน์ ๘ อย่าง</strong><br />
อนุศาสน์ แปลว่า การตามสอน คำพร่ำสอน หมายถึง โอวาทหรือคำสอนที่<br />
พระอุปัชฌาย์ต้องสอนแก่ภิกษุใหม่เพื่อให้รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติและความเป็นอยู่ของภิกษุ<br />
และให้รู้จักข้อห้ามที่ภิกษุไม่ควรทำเด็ดขาด ประกอบด้วย นิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔<br />
นิสสัย คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต (ภิกษุ) มี ๔ อย่าง ได้แก่<br />
๑. เที่ยวบิณฑบาต<br />
๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล<br />
๓. อยู่โคนไม้<br />
๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า<br />
อกรณียกิจ คือ กิจที่บรรพชิต (ภิกษุ) ทำไม่ได้ มี ๔ อย่าง คือ<br />
๑. เสพเมถุน (มีเพศสัมพันธ์)<br />
๒. ลักของเขา (ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้นำมาเป็นของตนหรือให้ผู้อื่น)<br />
๓. ฆ่าสัตว์ (หมายเอาฆ่ามนุษย์)<br />
๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน<br />
กิจ ๔ อย่างนี้ภิกษุไม่ควรทำ ถ้าทำต้องขาดจากความเป็นภิกษุ</p>
<p><span id="more-15"></span></p>
<p><strong>สิกขา ๓</strong><br />
สิกขา หมายถึง ข้อที่ภิกษุจะต้องศึกษาสำหรับฝึกอบรมตน มี ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ<br />
และปัญญา<br />
๑. ความสำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย เรียกว่า ศีล<br />
๒. การฝึกอบรมจิตให้ตั้งมั่น เรียกว่า สมาธิ<br />
๓. ความรอบรู้ในกองสังขาร เรียกว่า ปัญญา<br />
ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ นี้ รวมเรียกว่า ไตรสิกขา<br />
สงฆ์ ๒ ประเภท คือ<br />
๑. อริยสงฆ์ หมายถึง พระภิกษุผู้เป็นอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันจนถึง<br />
พระอรหันต์<br />
๒. สมมติสงฆ์ หมายถึง ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปที่สมมติขึ้นเพื่อทำกิจนั้น ๆ<br />
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การกสงฆ์ (พระสงฆ์ผู้ทำกิจ) มี ๔ ประเภท คือ<br />
๒.๑ จตุวรรค คือ ภิกษุมีจำนวน ๔ รูป ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง ยกเว้น<br />
ปวารณาให้ผ้ากฐิน อุปสมบท และอัพภาน (จตุ แปลว่า ๔)<br />
๒.๒ ปัญจวรรค คือ ภิกษุมีจำนวน ๕ รูปขึ้นไป ทำสังฆกรรม คือ ทำปวารณา<br />
ให้ผ้ากฐิน และให้อุปสมบทในปัจจันตประเทศ ได้ (ปัญจ แปลว่า ๕)<br />
๒.๓ ทสวรรค คือ ภิกษุมีจำนวน ๑๐ รูปขึ้นไป ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง<br />
และให้อุปสมบทในมัธยมประเทศได้ (ทส แปลว่า ๑๐)<br />
๒.๔ วีสติวรรค คือ ภิกษุมีจำนวน ๒๐ รูปขึ้นไป ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่างและ<br />
ทำอัพภานได้ (วีสติ แปลว่า ๒๐)</p>
<p><strong>อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา (การบวชภิกษุณี)</strong><br />
อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทมีวาจา ๘ คือ บวชด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา<br />
๒ ครั้ง จากสงฆ์สองฝ่าย คือ จากภิกษุณีสงฆ์ครั้งหนึ่งจากภิกษุสงฆ์ครั้งหนึ่ง (พระธรรมปิฏก<br />
(ป.อ.ปยุตโต) ๒๕๓๘ – ๔๓๑)</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovart.com/15/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%98-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กัณฑ์ที่ ๒ พระวินัย</title>
		<link>http://navakovart.com/18/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%92-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://navakovart.com/18/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%92-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 09:46:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://navakovart.com/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[กัณฑ์ที่ ๒ พระวินัย วินัย หมายถึง กฎระเบียบสำหรับฝึกควบคุมหรืออบรมกาย วาจา ซึ่งเป็นเครื่อง ป้องกันความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทางกาย วาจา (ยกเว้นใจ) พระวินัยบัญญัติ หมายถึง พุทธบัญญัติ (กฎระเบียบที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เรียกว่า สิกขาบท) และ อภิสมาจาร เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ของ ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ประกอบด้วย ๑. พุทธบัญญัติ หรือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา หมายถึง ข้อบังคับห้ามไม่ให้ทำ และทรงวางโทษไว้แก่ผู้ฝ่าฝืน โดยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง ตามสมควรแก่ความผิด เพื่อ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่บุคคล หมู่คณะ และพระพุทธศาสนา ในด้านต่าง ๆ ๒. อภิสมาจาร หรือ อภิสมาจาริกาสิกขา หมายถึง ข้อศึกษาเกี่ยวกับขนบ- ธรรมเนียม ประเพณี และมารยาทอันดีงามในการอยู่ร่วมกันของพระสงฆ์ ที่พระพุทธเจ้าทรง ตั้งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้ภิกษุมีความประพฤติดีงาม น่าเลื่อมใส ควรแก่ภาวะของตน เป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กัณฑ์ที่ ๒ พระวินัย</strong></p>
<p>วินัย หมายถึง กฎระเบียบสำหรับฝึกควบคุมหรืออบรมกาย วาจา ซึ่งเป็นเครื่อง<br />
ป้องกันความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทางกาย วาจา (ยกเว้นใจ)<br />
พระวินัยบัญญัติ หมายถึง พุทธบัญญัติ (กฎระเบียบที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้<br />
เรียกว่า สิกขาบท) และ อภิสมาจาร เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ของ<br />
ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ประกอบด้วย<br />
๑. พุทธบัญญัติ หรือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา หมายถึง ข้อบังคับห้ามไม่ให้ทำ<br />
และทรงวางโทษไว้แก่ผู้ฝ่าฝืน โดยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง ตามสมควรแก่ความผิด เพื่อ<br />
ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่บุคคล หมู่คณะ และพระพุทธศาสนา ในด้านต่าง ๆ<br />
๒. อภิสมาจาร หรือ อภิสมาจาริกาสิกขา หมายถึง ข้อศึกษาเกี่ยวกับขนบ-<br />
ธรรมเนียม ประเพณี และมารยาทอันดีงามในการอยู่ร่วมกันของพระสงฆ์ ที่พระพุทธเจ้าทรง<br />
ตั้งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้ภิกษุมีความประพฤติดีงาม น่าเลื่อมใส ควรแก่ภาวะของตน เป็น<br />
สิกขาบทที่ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ หรือเรียกว่า สิกขาบทนอกพระปาติโมกข์<br />
พระวินัยบัญญัติ ๒ ประการ</p>
<p><span id="more-18"></span><br />
การบัญญัติพระวินัยนั้น พระพุทธองค์จะทรงบัญญัติเมื่อมีภิกษุทำความเสียหาย<br />
อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ล่วงหน้า โดยแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ<br />
๑. มูลบัญญัติ หมายถึง ต้นบัญญัติ หรือพระบัญญัติเดิม คือข้อที่ทรงตั้งหรือ<br />
พระบัญญัติไว้แต่เริ่มแรกหลังจากเกิดเรื่องขึ้น<br />
๒. อนุบัญญัติ หมายถึง ข้อบัญญัติที่ทรงเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง เพื่อเสริมมูลบัญญัติ<br />
ให้รัดกุมขึ้นหรือผ่อนให้เพลาลงสะดวกแก่การปฏิบัติตาม<br />
พระบัญญัติที่ทรงยกเอาเรื่องภิกษุประพฤติผิดตั้งเป็นสิกขาบท ห้ามภิกษุประพฤติ<br />
เช่นนั้นอีก เช่น สิกขาบทที่ ๑ แห่งปาราชิก พระภิกษุเสพเมถุนกับภรรยาของตนในระหว่างที่<br />
บวชอยู่ ชาวบ้านและภิกษุอื่นติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ว่า “ก็ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม<br />
กับมนุษย์ ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้” จัดเป็นมูลบัญญัติ ต่อมา มีภิกษุเสพเมถุน<br />
กับนางลิง จึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นอีกว่า “อนึ่ง ภิกษุเสพเมถุนธรรม โดยที่สุด แม้กับสัตว์<br />
ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้” เช่นนี้ จัดเป็นอนุบัญญัติ</p>
<p>สิกขาบทหนึ่ง ๆ ทรงปรับโทษไว้หนักบ้าง เบาบ้าง ตามสมควรแก่ความผิด เรียก<br />
ว่า อาบัติ<br />
อาบัติ<br />
โทษที่เกิดจากการละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ เรียกว่า อาบัติ แปลว่า ความต้อง<br />
คือ ต้องได้รับโทษหรือถูกปรับโทษตามความหนักเบาแห่งการกระทำผิด พุทธบัญญัตินั้น ๆ<br />
อาบัติ กล่าวโดยชื่อมี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์<br />
ปาฎิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต<br />
อาบัติ กล่าวตามโทษ มี ๓ สถาน คือ<br />
๑. โทษอย่างหนัก ต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่ อาบัติปาราชิก<br />
๒. โทษอย่างกลาง ต้องเข้าแล้วต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส<br />
๓. โทษอย่างเบา ต้องเข้าแล้วต้องแสดงอาบัติต่อภิกษุอื่นจึงพ้นได้ ได้แก่ อาบัติ ๕<br />
อย่างที่เหลือ</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://navakovart.com/18/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%92-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

